Digital Product Passport คืออะไร? แบรนด์แฟชั่นไทยควรเตรียมตัวอย่างไร

Digital Product Passport (DPP) หรือหนังสือเดินทางดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ กำลังจะเปลี่ยนวิธีที่สินค้าแฟชั่นถูกผลิต ขาย ซ่อม ใช้ซ้ำ และรีไซเคิลในตลาดยุโรป แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการติดคิวอาร์โค้ดบนเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบข้อมูลประจำสินค้า ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่วัตถุดิบ แหล่งผลิต คุณสมบัติด้านความทนทาน ไปจนถึงแนวทางจัดการเมื่อหมดอายุการใช้งาน

DPP สำคัญต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างไร

อุตสาหกรรมสิ่งทอมีห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน วัตถุดิบหนึ่งชิ้นอาจผ่านผู้ผลิต เส้นด้าย โรงย้อม โรงตัดเย็บ และผู้จัดจำหน่ายหลายประเทศ ผู้บริโภคจึงตรวจสอบที่มาได้ยาก สหภาพยุโรปจัดให้สิ่งทอเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญภายใต้กฎ Ecodesign for Sustainable Products Regulation หรือ ESPR โดย DPP จะช่วยให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้ผ่านตัวพาข้อมูล เช่น คิวอาร์โค้ด ทั้งนี้รายละเอียดข้อบังคับเฉพาะสำหรับสิ่งทอยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และกำหนดเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงได้

วงจรข้อมูล Digital Product Passport สำหรับสินค้าแฟชั่น

ข้อมูลอะไรที่แบรนด์ควรเริ่มจัดเก็บ

ข้อมูลที่จำเป็นจริงจะขึ้นกับกฎเฉพาะของแต่ละกลุ่มสินค้า แต่แบรนด์ควรเตรียมฐานข้อมูลเกี่ยวกับชนิดและสัดส่วนของเส้นใย แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต สารที่ต้องเฝ้าระวัง ปริมาณวัสดุรีไซเคิล วิธีดูแลรักษา ความสามารถในการซ่อม และคำแนะนำสำหรับการใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล ข้อมูลด้านการรับรองและการปฏิบัติตามข้อกำหนดควรมีหลักฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้างทางการตลาด

5 ขั้นตอนที่แบรนด์แฟชั่นไทยเริ่มทำได้ทันที

  1. ทำแผนผังซัพพลายเชน ระบุว่าใครเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงาน และผู้ให้บริการในแต่ละขั้นตอน
  2. กำหนดรหัสสินค้าให้ชัดเจน แยกรุ่น สี ขนาด ล็อตผลิต หรือหมายเลขสินค้าที่ต้องติดตาม
  3. กำหนดรูปแบบข้อมูลกลาง ใช้ข้อมูลที่มีโครงสร้าง อ่านได้ด้วยระบบ และสามารถแลกเปลี่ยนกับคู่ค้าได้
  4. สร้างกระบวนการตรวจสอบ ระบุเจ้าของข้อมูล แหล่งหลักฐาน วันที่แก้ไข และวิธีอนุมัติก่อนเผยแพร่
  5. วางเรื่องความปลอดภัย แบ่งข้อมูลที่ผู้บริโภค หน่วยงานกำกับ และคู่ค้าสามารถเข้าถึงได้ โดยไม่เปิดเผยความลับทางการค้าเกินความจำเป็น

DPP ไม่ใช่แค่ภาระด้านกฎระเบียบ

หากจัดระบบอย่างเหมาะสม DPP สามารถเป็นเครื่องมือทางธุรกิจได้ด้วย ผู้ซื้อได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ร้านซ่อมทราบส่วนประกอบและวิธีดูแล แพลตฟอร์มมือสองยืนยันรายละเอียดสินค้าได้ง่ายขึ้น และผู้รีไซเคิลแยกวัสดุได้แม่นยำกว่าเดิม แบรนด์ยังสามารถใช้ข้อมูลเดียวกันพัฒนาการออกแบบ ลดของเสีย และตอบคำถามจากคู่ค้าต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น

จุดที่ต้องระวังคืออย่าเริ่มจากการทำฉลากก่อนที่ข้อมูลหลังบ้านจะพร้อม เพราะคิวอาร์โค้ดที่เชื่อมไปยังข้อมูลไม่ครบ ล้าสมัย หรือพิสูจน์ไม่ได้ ย่อมไม่สร้างความโปร่งใสที่แท้จริง ทางเลือกที่ดีคือเริ่มโครงการนำร่องกับสินค้าหนึ่งกลุ่ม ตรวจช่องว่างของข้อมูลกับซัพพลายเออร์ แล้วค่อยขยายไปยังสินค้าอื่น เมื่อกติกาเฉพาะสิ่งทอประกาศชัด แบรนด์ที่มีระบบข้อมูลพร้อมจะปรับตัวได้เร็วกว่าอย่างมาก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง